
“ช่อมรกต” พืชค้นพบใหม่ของประเทศไทย
สำรวจพบ “ช่อมรกต” ในอุบลราชธานี เติมเต็มข้อมูลพืชวงศ์เหงือกปลาหมอ (Acanthaceae) และความหลากหลายของพรรณพืชไทย
การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในผืนป่าของประเทศไทยยังคงนำไปสู่การค้นพบข้อมูลสำคัญทางพฤกษศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดนักวิจัยได้รายงาน “ช่อมรกต” (Lepidagathis thorelii Benoist) เป็น พืชค้นพบใหม่ของประเทศไทย (New Record for Thailand) ซึ่งพบการกระจายพันธุ์ในจังหวัดอุบลราชธานี
นับเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านอนุกรมวิธานและการกระจายพันธุ์ของพืชวงศ์เหงือกปลาหมอ
(Acanthaceae) ในประเทศไทย
เดิม Lepidagathis
thorelii
เป็นพืชที่ถูกค้นพบเฉพาะที่ประเทศเวียดนาม โดย Benoist ปัจจุบันนักวิจัยไทยได้มีการสำรวจและตรวจสอบตัวอย่างพรรณไม้ในเวลาต่อมาพบหลักฐานว่าพืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์เข้ามาถึงประเทศไทย
โดยพบในจังหวัดอุบลราชธานี พื้นที่ที่พบ “ช่อมรกต” ได้แก่ อำเภอนาจะหลวย
อำเภอน้ำยืน และอำเภอบุณฑริก ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทางธรรมชาติ เช่น
อุทยานแห่งชาติภูจอง–นายอย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม
โดยพบในป่าดิบและป่าผลัดใบ ที่ระดับความสูงประมาณ 180–300 เมตรจากระดับน้ำทะเล
การรายงานครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาพืชในประเทศไทย
เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มชนิดพืชที่มีการยืนยันการพบในประเทศแล้ว
ยังช่วยเติมเต็มข้อมูลด้านการกระจายพันธุ์ของพืชสกุล Lepidagathis และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสำรวจทรัพยากรพรรณพืชในพื้นที่ธรรมชาติของประเทศไทย
ข้อมูลทางอนุกรมวิธาน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Lepidagathis
thorelii
Benoist
วงศ์: Acanthaceae (วงศ์เหงือกปลาหมอ)
สกุล: Lepidagathis
ชื่อไทย: ช่อมรกต
การกระจายพันธุ์: เวียดนาม
และประเทศไทย
ถิ่นอาศัย: ป่าดิบและป่าผลัดใบ
ระดับความสูงที่พบในประเทศไทย:
ประมาณ 180–300 เมตรจากระดับน้ำทะเล
พื้นที่พบในประเทศไทย:
จังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอนาจะหลวย อำเภอน้ำยืน และอำเภอบุณฑริก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของ
“ช่อมรกต”
1.
ใบ
ใบกระจุกบริเวณใกล้โคนต้น (Sub-basal
rosette leaves)
ใบเรียงตัวแน่นเป็นกระจุกบริเวณใกล้โคนต้น ลักษณะการเรียงตัวคล้ายกลีบดอกกุหลาบ โดยกระจุกใบยกสูงจากระดับดินขึ้นมาเล็กน้อย รูปไข่กลับ (Obovate) แผ่นใบมีโคนเรียวแคบ และค่อย ๆ ขยายกว้างไปทางปลายใบ ซึ่งปลายใบมีลักษณะมนรูปรีแกมรูปไข่กลับ (Elliptic-obovate) แผ่นใบมีรูปร่างโดยรวมค่อนข้างรี โดยส่วนปลายใบกว้างและมนกว่าส่วนโคน
2.
ช่อดอก
ช่อดอกเป็น ช่อกระจุกแน่นและตั้งตรง ชูขึ้นจากบริเวณกลางกระจุกใบที่แผ่ราบอยู่ใกล้พื้นดินดอกเรียงตัวแน่น ทำให้ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่งเด่นชัด
3.
ใบประดับ
ใบประดับมีสีตั้งแต่ เขียวอ่อนไปจนถึงเขียวเข้ม รูปร่างส่วนใหญ่เป็น รูปไข่กลับ (obovate) หรือเกือบกลม ใบประดับเรียงซ้อนกันอย่างแน่น ทำให้ช่อดอกมีลักษณะคล้ายเกล็ดและเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ช่อดอกมีลักษณะโดดเด่นใบประดับที่รองรับดอก (Fertile bracts) ใบประดับชนิดนี้มีลักษณะ เกลี้ยง ไม่มีขน (glabrous) ดอกจะเกิดแทรกอยู่ระหว่างใบประดับเมื่อดอกบาน กลีบดอกจะยื่นออกมาจากช่องระหว่างใบประดับ ทำให้มองเห็นดอกได้อย่างชัดเจน
4.
กลีบดอก (Corolla)
ดอกย่อยมีสีตั้งแต่ สีขาว สีขาวอมชมพู จนถึงสีม่วงอ่อน บริเวณโคนกลีบปากล่างและภายในหลอดกลีบดอกอาจมี แถบหรือจุดประสีม่วงหรือสีเข้มลวดลายและสีบริเวณดังกล่าวช่วยเพิ่มความโดดเด่นของดอก และมีส่วนช่วยดึงดูดแมลงให้เข้ามาผสมเกสร
ลักษณะเด่นของ
“ช่อมรกต”
“ช่อมรกต”
มีลักษณะเด่นจาก ใบที่รวมตัวเป็นกระจุกใกล้โคนต้น
และช่อดอกตั้งตรงเป็นแท่งที่มีใบประดับสีเขียวเรียงซ้อนกันแน่น เมื่อดอกบาน
กลีบดอกสีขาวอมชมพูถึงม่วงอ่อนจะโผล่ออกมาระหว่างใบประดับ
ทำให้เกิดความแตกต่างของสีที่สะดุดตาและเป็นลักษณะสำคัญในการสังเกตจำแนกพืชชนิดนี้
การรายงานครั้งนี้มีความสำคัญต่อการศึกษาพืชในประเทศไทย
เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มชนิดพืชที่มีการยืนยันการพบในประเทศแล้ว
ยังช่วยเติมเต็มข้อมูลด้านการกระจายพันธุ์ของพืชสกุล Lepidagathis และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสำรวจทรัพยากรพรรณพืชในพื้นที่ธรรมชาติของประเทศไทย