
เลี้ยงจิ้งหรีดอย่างไรให้ขายดี? เคล็ดลับสร้างรายได้เสริมจากที่บ้าน
มีรายงานว่าในแถบภาคอีสานมีแมลงที่นิยมนำมาบริโภคได้ไม่ต่ำกว่า 158 ชนิด จิ้งหรีดนับว่าเป็นแมลงที่น่าสนใจอีกชนิด เนื่องจากสามารถนำมาเลี้ยงได้ เป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว อีกทั้งเป็นแมลงที่มีคุณค่าทางอาหาร โดย จิ้งหรีด 100 กรัม ให้พลัง 121.5 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยโปรตีน 12.9 กรัม ไขมัน 5.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม จึงเป็นสาเหตุที่คนในแถบภาคอีสานนิยมนำมารับประทาน แต่ปัจจุบันในธรรมชาติมีจิ้งหรีดให้บริโภคได้ไม่มาก บางฤดูแทบจะหาไม่ได้เลย เช่น ฤดูหนาว เนื่องจากจิ้งหรีดขายายพันธ์ได้ช้าหากมีการจัดการที่ดีจะสามารถผลิตจิ้งหรีดไว้บริโภคหรือจำหน่ายตลอดทั้งปี
ลักษณะทั่วไปของจิ้งหรีด
จิ้งหรีด (Cricket)
ชื่อวิทยาศาสตร์: Acheta domesticus
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Arthropoda
อันดับ: Orthoptera
วงศ์:
Gryllidae
ลักษณะ: เป็นแมลงขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หนวดยาว ปากมีลักษณะเป็นแบบปากกัด
ขาคู่หลังมีขนาดใหญ่และแข็งแรง กระโดดเก่ง เพศเมียปีกเรียวยาว
และมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้อง
เพศผู้มีปีกคู่หน้าย่นสามารถทำเสียงได้ นอกจากนี้ลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากแมลงชนิดอื่นอย่างโดดเด่นและสังเกตได้ง่าย
คือ การส่งเสียงร้อง และการผสมพันธุ์ที่เพศเมียจะคร่อมบนเพศผู้เสมอ
การผสมพันธุ์และการวางไข่ของจิ้งหรีด
การผสมพันธุ์ของจิ้งหรีด
จิ้งหรีดจะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หลังลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยประมาณ 3–4 วัน โดยจิ้งหรีดเพศผู้จะเริ่มส่งเสียงร้องเพื่อเรียกเพศเมีย เสียงดังกล่าวเกิดจากการใช้ปีกคู่หน้าถูกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมสำคัญในการสื่อสารระหว่างจิ้งหรีด เมื่อเพศเมียตอบรับ เพศผู้จะเข้าหาและทำการผสมพันธุ์ โดยใช้อวัยวะเพศปล่อย ถุงน้ำเชื้อ (Spermatophore) ไปติดที่อวัยวะเพศของเพศเมีย การผสมพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาที หลังจากนั้นถุงน้ำเชื้อจะยังคงติดอยู่ประมาณ 10–14 นาที ก่อนจะค่อย ๆ ฝ่อลง แล้วเพศเมียจะใช้ขาเขี่ยถุงน้ำเชื้อทิ้ง เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการผสมพันธุ์
การวางไข่ของจิ้งหรีด
หลังจากผสมพันธุ์แล้วประมาณ
3–4 วัน จิ้งหรีดเพศเมียจะเริ่มวางไข่
โดยใช้อวัยวะวางไข่ที่มีลักษณะยาวแหลมคล้ายเข็ม ซึ่งอยู่บริเวณส่วนท้ายของลำตัว
แทงลงในดินที่มีความชื้นพอเหมาะ ลึกประมาณ 1–1.5 เซนติเมตร
โดยทั่วไป
จิ้งหรีดจะวางไข่เป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ 3–8 ฟอง
ไข่มีลักษณะเรียวยาวคล้ายเมล็ดข้าวสาร มีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวครีม ในช่วง 1–3 วันแรก ของการวางไข่ อัตราการฟักจะค่อนข้างต่ำ
เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นไข่ที่วางก่อนการผสมพันธุ์ ซึ่งยังไม่ได้รับการปฏิสนธิ
การวางไข่จะเริ่มจากจำนวนน้อย แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยจะวางไข่มากที่สุดในช่วง วันที่ 14–17 นับจากเริ่มวางไข่ หลังจากนั้นปริมาณไข่จะลดลงตามลำดับ จิ้งหรีดเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 800–1,800 ฟอง ตลอดช่วงการวางไข่
การสื่อสารด้วยเสียงระหว่างการผสมพันธุ์
จิ้งหรีดเพศผู้สร้างเสียงโดยใช้ปีกคู่หน้าถูกัน บริเวณ สะแครปเปอร์ (Scraper) เสียดสีกับ ไฟล์ (File) ซึ่งเป็นแถวของฟันเล็ก ๆ บนปีก ทำให้เกิดเสียงที่ใช้สื่อสารและแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ได้แก่
- เสียงร้องห่าง ๆ เป็นช่วง แสดงพฤติกรรมอยู่ตามลำพัง ต้องการหาคู่
- เสียงร้องเบาและถี่ต่อเนื่อง แสดงถึงการเกี้ยวพาราสีและความพร้อมในการผสมพันธุ์
- เสียงร้องดังและยาว 2–3 ครั้ง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการต่อสู้ เมื่อเพศเมียไม่ยอมรับการผสมพันธุ์
- เสียงร้องลากยาว แสดงการประกาศอาณาเขตของตนเอง
วิธีการและเทคนิคการเลี้ยงจิ้งหรีดในบ่อปูนซีเมนต์
การเลี้ยงจิ้งหรีดในบ่อปูนซีเมนต์เป็นวิธีที่ได้รับความนิยม
เนื่องจากสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดี ดูแลรักษาง่าย
และช่วยลดการหลบหนีของจิ้งหรีด
หากมีการจัดการที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ลดการเกิดโรค
และเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีการและเทคนิคการเลี้ยง ดังนี้
1.
การเลือกสถานที่เลี้ยง
ควรเลือกพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก มีหลังคาป้องกันแสงแดดและฝน ไม่อยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูงหรือน้ำท่วมขัง
และควรเป็นพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัยจากศัตรูของจิ้งหรีด เช่น มด หนู กบ ตุ๊กแก และนก
2.
การจัดวางบ่อปูนซีเมนต์
วางบ่อปูนเรียงเป็นแถว โดยเว้นระยะห่างให้เดินดูแลได้สะดวก พื้นรอบบ่อควรเทปูนหนา 1–2 เซนติเมตร
เพื่อป้องกันมดจากใต้ดิน และโรยขี้เถ้าหรือพันผ้าชุบน้ำมันเครื่องใช้แล้วรอบฐานบ่อ เพื่อป้องกันมดและแมลงศัตรูอื่น ๆ
3.
การเตรียมบ่อเลี้ยง
ก่อนปล่อยจิ้งหรีด
ควรเตรียมบ่อให้เหมาะสม ดังนี้
ทำความสะอาดบ่อให้เรียบร้อย
ติดเทปพลาสติกหรือแผ่นพลาสติกบริเวณขอบด้านในของบ่อ
เพื่อป้องกันจิ้งหรีดปีนออก
ปิดปากบ่อด้วยตาข่ายพลาสติก เพื่อป้องกันจิ้งหรีดหลบหนีและป้องกันศัตรูจากภายนอก
4.
การจัดอุปกรณ์ภายในบ่อ
นำแผงไข่กระดาษมาตัดเป็นชิ้นและวางซ้อนกันหลายชั้น เพื่อเป็นที่หลบซ่อนและเพิ่มพื้นที่อาศัยจากนั้น
วางถาดหรือภาชนะสำหรับวางไข่ โดยใส่ดินร่วน ทรายละเอียด หรือแกลบเผาที่มีความชื้นพอเหมาะ
จัดวางภาชนะใส่อาหารและน้ำในตำแหน่งที่สะดวกต่อการกิน และทำความสะอาดได้ง่าย
5.
การเตรียมวัสดุรองวางไข่
ดินที่ใช้สำหรับวางไข่ควรนำไปตากแดดประมาณ 2–5 วัน เพื่อกำจัดมด ไร เชื้อรา และสิ่งปนเปื้อน
จากนั้นพรมน้ำให้มีความชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งหรือแฉะจนเกินไป แล้วนำใส่ภาชนะสำหรับให้แม่พันธุ์วางไข่
6.
การให้อาหารและน้ำ
จิ้งหรีดสามารถกินได้ทั้งอาหารสำเร็จรูปและอาหารสด
โดยอาหารหลัก ได้แก่
อาหารไก่ อาหารปลา อาหารเม็ดสำหรับสัตว์
ส่วนอาหารเสริม
ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า กะหล่ำปลี ฟักทอง กล้วยน้ำว้า หญ้าสด และพืชอาหารสัตว์ต่าง ๆ
อาหารสดควรล้างให้สะอาดก่อนนำมาให้จิ้งหรีดกิน และควรให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพื่อป้องกันอาหารบูดเสีย
ส่วนอาหารเม็ดควรเติมเมื่อใกล้หมด และจัดให้น้ำสะอาดอย่างเพียงพอตลอดเวลา
7.
การดูแลรักษาความสะอาด
ผู้เลี้ยงควรตรวจดูความเรียบร้อยของบ่อทุกวัน เก็บเศษอาหารที่เหลือ ทำความสะอาดภาชนะใส่อาหารและน้ำอย่างสม่ำเสมอ และทำความสะอาดบ่ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคและกลิ่นไม่พึงประสงค์
8.
การจัดการพ่อแม่พันธุ์และการวางไข่
เมื่อพ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์แล้ว
ควรจัดเตรียมภาชนะวางไข่ที่มีดินหรือทรายชื้นให้พร้อม
โดยแม่พันธุ์จะวางไข่ในวัสดุดังกล่าว หลังจากวางไข่แล้ว
ควรย้ายพ่อแม่พันธุ์ไปเลี้ยงในบ่อใหม่ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการกินไข่
ลดความหนาแน่นของประชากร และช่วยให้สามารถจัดการแต่ละรุ่นได้ง่ายขึ้น
เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง
เพื่อให้การเลี้ยงจิ้งหรีดมีประสิทธิภาพและให้ผลผลิตสูง ควรปฏิบัติดังนี้
- ควบคุมความชื้นภายในบ่อให้อยู่ในระดับเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการเลี้ยงจิ้งหรีดหนาแน่นเกินไป
- แยกเลี้ยงจิ้งหรีดแต่ละรุ่นเพื่อลดการกัดกินกันเอง
- หมั่นสังเกตพฤติกรรมและสุขภาพของจิ้งหรีดทุกวัน
- เปลี่ยนวัสดุรองวางไข่และทำความสะอาดอุปกรณ์เป็นประจำ
- จัดให้อาหารและน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ